08: Social Distancing


จากการติดตามข่าวเป็นระยะๆของเจ้าของบล็อก สถานการณ์โควิด19 ช่วงนี้หลายๆประเทศยังน่าเป็นห่วงเช่นเคย แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อของประเทศไทยจะดูน่าเบาใจลงได้บ้าง แต่อีกหลายๆที่ก็กำลังประสบปัญหาอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียว เช่น อังกฤษกับรัสเซียที่ยังดูน่าเป็นห่วงอยู่มาก (แต่อังกฤษจะเปิดพรีเมียร์ลีกแข่งกันตอนต้นมิถุนายนนี้แล้ว งงมาก ยังไงก็ตามขอทีมหนูชูถ้วยเถอะนะคะ ;-;)


วันนี้เราก็มีสิ่งที่น่าสนใจมานำเสนอเช่นเคย สิ่งนั้นก็คือภาพนี้!!!



ภาพจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @shiokara1203



มาถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะงงว่า นี่ให้ดูอะไรเนี่ย ทำไมมันถึงมีแต่วงกลมที่ดูแทบไม่ออกเลยว่ามีความสลักสำคัญอย่างไร เรามีคนตอบจ้า 


จากมาตรการ Social Distancing ที่ขอความร่วมมือจากประชาชนให้รักษาระยะห่างกับผู้อื่นราว 2 เมตร ทำให้ 岐阜新聞 เกิดไอเดียดีๆขึ้นมาระหว่างการแพร่ระบาดนี้ นั่นก็คือการเว้นระยะห่างจากตัวหนังสือพิมพ์ราว 2 เมตร เพื่อที่จะอ่านข้อความแล้วเข้าใจได้นั่นเอง นอกจากนี้แล้วทางหนังสือพิมพ์เองก็ได้มีข้อความสีแดงซึ่งกล่าวได้โดยสรุปก็คือ เพื่อปกป้องทั้งตัวเองและคนสำคัญ ให้พวกเราอยู่ห่างกันราว 2 เมตร และขอให้ทุกอย่างกลับเป็นปกติโดยเร็ว  



เพราะอย่างนั้นแล้วก็เลยอยากให้ทุกคนลองถอยห่างออกจากภาพนี้แล้วอ่านกันดูนะ อย่าเพิ่งเปิดเฉลยก่อนล่ะ! 


.



.


เฉลยคือ 離れていても心はひとつ
ซึ่งแปลข้อความออกมาแล้วก็คือ "แม้ห่างไกลแต่ใจเป็นหนึ่ง"



นับว่าเป็นความสร้างสรรค์ที่เมื่อสำรวจความคิดเห็นจากทางอินเตอร์เน็ตแล้ว ทุกคนชื่นชมและชื่นชอบกันมากเลยทีเดียว และเราคิดว่ามันเป็นพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นออกมาได้เป็นอย่างดีข้อความหนึ่งเลยล่ะ (แม้จะญี่ปุ่นจะมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมประชาชนบ้างก็ตาม...)


พอเราทดลองเล่นดูแล้ว ด้วยความที่มันน่าสนใจและแปลกใหม่ เราก็เลยชวนน้องสาวให้ลองอ่านดู ว่าจะอ่านออกมาได้เป็นตัวอักษรและเข้าใจเหมือนกันหรือเปล่า เท่านั้นแหละเรื่องก็บังเกิด เพราะปัญหามันอยู่ที่ว่า 



1. น้องเราสายตาสั้น (สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตา สามารถใส่แว่นแล้วมองระยะปกติได้เลย)

2. น้องเราอ่านฮิระงะนะได้แค่บางตัว (ชีวิตของบีกินเนอร์...)



พอรู้อย่างนี้แล้วเราก็เลยมานั่งคิดว่า ประเด็นมันอยู่ตรงไหนนะ ถ้าเป็นเรื่องสายตาสั้น แน่นอนว่าแก้ได้ไม่ยาก แค่เพียงปรับระยะการอ่านดู (แม้จะไม่สอดคล้องกับแคมเปญ Social Distancing เท่าไหร่ก็เถอะ ฮา...) พ้นจากเรื่องนี้ไปแล้ว เราก็คิดออกอยู่เรื่องเดียวก็คือ Input น้อยเกินไป ทำให้เกิดความลำบากในการรับสารที่หนังสือพิมพ์ต้องการจะสื่อ


เพราะอย่างนั้นก็เลยนึกไปถึง Input Hypothesis ของ Stephen Krashen ขึ้นมา ที่เขาว่าการฟังและการอ่านมีผลต่อการรับรู้ภาษา โดยเฉพาะภาษาที่สอง ตัว Krashen เสนอ Input ที่ดีและมีคุณภาพไว้ 2 ประเภท ดังนี้




1. Comprehensible Input หรือ การเรียนรู้ที่เข้าใจได้ 

Input ที่ดีควรสูงกว่าทักษะของคนเรียนในรูปแบบ i+1 ก็คือสูงกว่าผู้เรียนหนึ่งขั้น ถ้าลองคิดดูแล้ว น้องสาวเราอยากจะเข้าใจข้อความในหนังสือพิมพ์นอกจากจะต้องรับ Input ที่เป็นฮิระงะนะแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้คันจิด้วย เพื่อเข้าใจ context ดังกล่าว แต่ในทางกลับกัน ถ้าหาก Input นั้นมีทักษะที่สูงกว่าผู้เรียนมาก ก็จะทำให้ผู้เรียนกลายเป็นไม่เข้าใจไปเลย แทนที่จะไต่ระดับการในพัฒนาทักษะไป เช่น จู่ๆก็ให้น้องสาวเราก้าวกระโดดมาเรียนภาษาศาสตร์เลย ก็คงจะเข้าใจได้ยากแน่ๆ หรือถ้าเรียนอะไรที่รู้สึกว่าง่ายหรือเรามีประสบการณ์มาก่อนแล้ว Input นั้นก็จะดูไม่มีประโยชน์และไม่ได้ช่วยพัฒนาความสามารถของเราได้เท่าที่ควรจะเป็น 




2. Lots of Input หรือ การเรียนรู้คราวละมากๆ

ความหมายก็ตรงตัวเลย มันคือการป้อนข้อมูลที่มีคุณภาพคราวละมากๆให้กับผู้เรียน โดย Krashen สนับสนุนให้มีการเรียนภาษาผ่านวิชาที่เป็นเนื้อหาประเภท เช่น คณิตศาสตร์หรือสังคม เพื่อสร้างศักยภาพให้กับผู้เรียน รู้จักกันในชื่อ Immerse Program แต่ในกรณีของน้องสาวเรา อาจจะยังไม่สามารถไปไม่ถึงขั้นนั้น เท่าที่ทำได้ตอนนี้คืออาจให้เรียนรู้ผ่านอนิเมชั่นไปก่อน เน้นไปที่การใช้ชีวิตประจำวัน เรื่องราวในโรงเรียนหรือกีฬา เพื่อสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ก่อนก็ได้ ยิ่งปัจจุบันมีอนิเมชั่นที่แสดงซับไตเติ้ลภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว โอกาสเรียนภาษาผ่านการฟังและการอ่านตัวอักษรก็จะยิ่งช่วยทำให้คุ้นชินกับภาษาญี่ปุ่นได้มากขึ้น 


เขียนไปเขียนมาดูแล้วเหมือนเป็นการวางแผนบังคับน้องเรียนภาษาญี่ปุ่นชอบกล55555555 แต่เรื่องแบบนี้คงขึ้นอยู่กับอนาคตนั่นแหละว่าน้องสาวจะมีความสนใจเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงขนาดเรียนเป็นจริงเป็นจังไหม ถ้าสนใจขึ้นมาก็มีโอกาสที่จะได้มี Natural Approach เวลาเรียนในห้องเรียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จาก Input เป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่จะไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างดีได้เลย หากขาด Output ที่ดีด้วย เปรียบเหมือนการเรียนรู้มีทั้งการรับการส่งที่ดี รับเอาเข้ามาและตอบสนองกลับไป เมื่อฝึกฝนบ่อยๆก็ย่อมจะทำให้ใช้ภาษาสื่อสารได้คล่องแคล่วขึ้นนั่นเอง 



เป็นยังไงกันบ้าง นี่คิดไม่ออกเหมือนกันว่าภาพๆเดียวจะทำให้บล็อกมันมาไกลได้ขนาดนี้ 
เราอยู่ช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับบล็อกกันแล้วน้า
ยังรู้สึกขอบคุณหลายๆคนที่แวะเข้ามาในบล็อกเสมอเลย
เจอกันเอนทรีหน้าจ้า



เริ้บ xoxo



Comments

  1. ตอนที่เห็นภาพนี้ครั้งแรกนี้อ่านไม่ออกอยู่นานเลยค่ะ ไม่รู้จะต้องดูสีขาวหรือสีดำ555 ชอบการอธิบายโดยโยงกับกรณีการเรียนของน้องสาวมากๆ ทำใ้เห็นว่าทฤษฎีพวกนี้มันอยู่ในชีวิตเราทุกที่จริงๆ

    ReplyDelete
  2. เอาเรื่อง social distancing มาเชื่อมกับ Krashen ได้อย่างมหัศจรรย์มาก

    ReplyDelete
  3. เราสายตาสั้นแค่นิดหน่อย เลยต้องถอดแร้วก้หรี่ๆตามองค่ะแต่ก็มองออก อเมซิ่งมาก555555
    คิดเหมือนกันค่ะว่าต้องมีทั้ง Input และ Output ยิ่งฝึกฝนมันก็จะยิ่งช่วยพัฒนาเนอะ

    ReplyDelete
  4. สายตาสั้นค่ะ พอออกห่างเลยมองเห็นแค่ลาง ๆ แต่ทึ่งมากเลย ประทับใจที่นำปัญหามาจุดประกายเขียนบล็อกได้ขนาดนี้ สุดยอดเลยค่ะ

    ReplyDelete
  5. สายตาสั้นเหมือนกัน55555 อ่านไม่ออกจนต้องดูเฉลยเลย แงงง
    นัลถือมากที่เห็นปัญหานี้แล้วลองทดสอบ(กับน้อง) แล้วก็ตั้งข้อสังเกตเอง ว้าวมากๆ

    ReplyDelete
  6. This comment has been removed by a blog administrator.

    ReplyDelete

Post a Comment

Popular posts from this blog

06: Noticing Hypnosis

04: 景子 ใน 敬語

05: โต้วาทีสไตล์นิฮงจิน