08: Social Distancing
วันนี้เราก็มีสิ่งที่น่าสนใจมานำเสนอเช่นเคย สิ่งนั้นก็คือภาพนี้!!!
ภาพจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @shiokara1203
มาถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะงงว่า นี่ให้ดูอะไรเนี่ย ทำไมมันถึงมีแต่วงกลมที่ดูแทบไม่ออกเลยว่ามีความสลักสำคัญอย่างไร เรามีคนตอบจ้า
จากมาตรการ Social Distancing ที่ขอความร่วมมือจากประชาชนให้รักษาระยะห่างกับผู้อื่นราว 2 เมตร ทำให้ 岐阜新聞 เกิดไอเดียดีๆขึ้นมาระหว่างการแพร่ระบาดนี้ นั่นก็คือการเว้นระยะห่างจากตัวหนังสือพิมพ์ราว 2 เมตร เพื่อที่จะอ่านข้อความแล้วเข้าใจได้นั่นเอง นอกจากนี้แล้วทางหนังสือพิมพ์เองก็ได้มีข้อความสีแดงซึ่งกล่าวได้โดยสรุปก็คือ เพื่อปกป้องทั้งตัวเองและคนสำคัญ ให้พวกเราอยู่ห่างกันราว 2 เมตร และขอให้ทุกอย่างกลับเป็นปกติโดยเร็ว
เพราะอย่างนั้นแล้วก็เลยอยากให้ทุกคนลองถอยห่างออกจากภาพนี้แล้วอ่านกันดูนะ อย่าเพิ่งเปิดเฉลยก่อนล่ะ!
.
.
เฉลยคือ 離れていても心はひとつ
ซึ่งแปลข้อความออกมาแล้วก็คือ "แม้ห่างไกลแต่ใจเป็นหนึ่ง"
นับว่าเป็นความสร้างสรรค์ที่เมื่อสำรวจความคิดเห็นจากทางอินเตอร์เน็ตแล้ว ทุกคนชื่นชมและชื่นชอบกันมากเลยทีเดียว และเราคิดว่ามันเป็นพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นออกมาได้เป็นอย่างดีข้อความหนึ่งเลยล่ะ (แม้จะญี่ปุ่นจะมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมประชาชนบ้างก็ตาม...)
พอเราทดลองเล่นดูแล้ว ด้วยความที่มันน่าสนใจและแปลกใหม่ เราก็เลยชวนน้องสาวให้ลองอ่านดู ว่าจะอ่านออกมาได้เป็นตัวอักษรและเข้าใจเหมือนกันหรือเปล่า เท่านั้นแหละเรื่องก็บังเกิด เพราะปัญหามันอยู่ที่ว่า
1. น้องเราสายตาสั้น (สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตา สามารถใส่แว่นแล้วมองระยะปกติได้เลย)
2. น้องเราอ่านฮิระงะนะได้แค่บางตัว (ชีวิตของบีกินเนอร์...)
พอรู้อย่างนี้แล้วเราก็เลยมานั่งคิดว่า ประเด็นมันอยู่ตรงไหนนะ ถ้าเป็นเรื่องสายตาสั้น แน่นอนว่าแก้ได้ไม่ยาก แค่เพียงปรับระยะการอ่านดู (แม้จะไม่สอดคล้องกับแคมเปญ Social Distancing เท่าไหร่ก็เถอะ ฮา...) พ้นจากเรื่องนี้ไปแล้ว เราก็คิดออกอยู่เรื่องเดียวก็คือ Input น้อยเกินไป ทำให้เกิดความลำบากในการรับสารที่หนังสือพิมพ์ต้องการจะสื่อ
เพราะอย่างนั้นก็เลยนึกไปถึง Input Hypothesis ของ Stephen Krashen ขึ้นมา ที่เขาว่าการฟังและการอ่านมีผลต่อการรับรู้ภาษา โดยเฉพาะภาษาที่สอง ตัว Krashen เสนอ Input ที่ดีและมีคุณภาพไว้ 2 ประเภท ดังนี้
1. Comprehensible Input หรือ การเรียนรู้ที่เข้าใจได้
Input ที่ดีควรสูงกว่าทักษะของคนเรียนในรูปแบบ i+1 ก็คือสูงกว่าผู้เรียนหนึ่งขั้น ถ้าลองคิดดูแล้ว น้องสาวเราอยากจะเข้าใจข้อความในหนังสือพิมพ์นอกจากจะต้องรับ Input ที่เป็นฮิระงะนะแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้คันจิด้วย เพื่อเข้าใจ context ดังกล่าว แต่ในทางกลับกัน ถ้าหาก Input นั้นมีทักษะที่สูงกว่าผู้เรียนมาก ก็จะทำให้ผู้เรียนกลายเป็นไม่เข้าใจไปเลย แทนที่จะไต่ระดับการในพัฒนาทักษะไป เช่น จู่ๆก็ให้น้องสาวเราก้าวกระโดดมาเรียนภาษาศาสตร์เลย ก็คงจะเข้าใจได้ยากแน่ๆ หรือถ้าเรียนอะไรที่รู้สึกว่าง่ายหรือเรามีประสบการณ์มาก่อนแล้ว Input นั้นก็จะดูไม่มีประโยชน์และไม่ได้ช่วยพัฒนาความสามารถของเราได้เท่าที่ควรจะเป็น
2. Lots of Input หรือ การเรียนรู้คราวละมากๆ
ความหมายก็ตรงตัวเลย มันคือการป้อนข้อมูลที่มีคุณภาพคราวละมากๆให้กับผู้เรียน โดย Krashen สนับสนุนให้มีการเรียนภาษาผ่านวิชาที่เป็นเนื้อหาประเภท เช่น คณิตศาสตร์หรือสังคม เพื่อสร้างศักยภาพให้กับผู้เรียน รู้จักกันในชื่อ Immerse Program แต่ในกรณีของน้องสาวเรา อาจจะยังไม่สามารถไปไม่ถึงขั้นนั้น เท่าที่ทำได้ตอนนี้คืออาจให้เรียนรู้ผ่านอนิเมชั่นไปก่อน เน้นไปที่การใช้ชีวิตประจำวัน เรื่องราวในโรงเรียนหรือกีฬา เพื่อสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ก่อนก็ได้ ยิ่งปัจจุบันมีอนิเมชั่นที่แสดงซับไตเติ้ลภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว โอกาสเรียนภาษาผ่านการฟังและการอ่านตัวอักษรก็จะยิ่งช่วยทำให้คุ้นชินกับภาษาญี่ปุ่นได้มากขึ้น
เขียนไปเขียนมาดูแล้วเหมือนเป็นการวางแผนบังคับน้องเรียนภาษาญี่ปุ่นชอบกล55555555 แต่เรื่องแบบนี้คงขึ้นอยู่กับอนาคตนั่นแหละว่าน้องสาวจะมีความสนใจเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงขนาดเรียนเป็นจริงเป็นจังไหม ถ้าสนใจขึ้นมาก็มีโอกาสที่จะได้มี Natural Approach เวลาเรียนในห้องเรียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จาก Input เป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่จะไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างดีได้เลย หากขาด Output ที่ดีด้วย เปรียบเหมือนการเรียนรู้มีทั้งการรับการส่งที่ดี รับเอาเข้ามาและตอบสนองกลับไป เมื่อฝึกฝนบ่อยๆก็ย่อมจะทำให้ใช้ภาษาสื่อสารได้คล่องแคล่วขึ้นนั่นเอง
เป็นยังไงกันบ้าง นี่คิดไม่ออกเหมือนกันว่าภาพๆเดียวจะทำให้บล็อกมันมาไกลได้ขนาดนี้
เราอยู่ช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับบล็อกกันแล้วน้า
ยังรู้สึกขอบคุณหลายๆคนที่แวะเข้ามาในบล็อกเสมอเลย
เจอกันเอนทรีหน้าจ้า
เริ้บ xoxo

ตอนที่เห็นภาพนี้ครั้งแรกนี้อ่านไม่ออกอยู่นานเลยค่ะ ไม่รู้จะต้องดูสีขาวหรือสีดำ555 ชอบการอธิบายโดยโยงกับกรณีการเรียนของน้องสาวมากๆ ทำใ้เห็นว่าทฤษฎีพวกนี้มันอยู่ในชีวิตเราทุกที่จริงๆ
ReplyDeleteเอาเรื่อง social distancing มาเชื่อมกับ Krashen ได้อย่างมหัศจรรย์มาก
ReplyDeleteเราสายตาสั้นแค่นิดหน่อย เลยต้องถอดแร้วก้หรี่ๆตามองค่ะแต่ก็มองออก อเมซิ่งมาก555555
ReplyDeleteคิดเหมือนกันค่ะว่าต้องมีทั้ง Input และ Output ยิ่งฝึกฝนมันก็จะยิ่งช่วยพัฒนาเนอะ
สายตาสั้นค่ะ พอออกห่างเลยมองเห็นแค่ลาง ๆ แต่ทึ่งมากเลย ประทับใจที่นำปัญหามาจุดประกายเขียนบล็อกได้ขนาดนี้ สุดยอดเลยค่ะ
ReplyDeleteสายตาสั้นเหมือนกัน55555 อ่านไม่ออกจนต้องดูเฉลยเลย แงงง
ReplyDeleteนัลถือมากที่เห็นปัญหานี้แล้วลองทดสอบ(กับน้อง) แล้วก็ตั้งข้อสังเกตเอง ว้าวมากๆ
This comment has been removed by a blog administrator.
ReplyDelete