02: A Little Thing Called 'GAP'
เจอกันอีกแล้วนะคะทุกคน กลับมาแล้วจ้ากับจขบ.คนดีคนเดิม หายไปหนึ่งสัปดาห์คิดถึงกันบ้างมั้ยเอ่ย5555555
I'M BACKKKK
ช่วงนี้สถานการณ์ตั่งต่างไม่ค่อยสู้ดีนัก ที่ประเทศเราพบคนติดเชื้อโควิดกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยเลยเปิดสอนออนไลน์กันหมด เพื่อป้องกันการอยู่รวมตัวกันของคนหมู่มาก มันก็ดีที่ไม่ต้องเดินทาง แต่ใจจริงคือเฉาสุด จ้องคอมนานๆบอกตรงๆว่าทำให้ตาล้าได้อย่างคาดไม่ถึง เอาเถอะ แต่ละอย่างก็มีข้อดีข้อเสียแหละเนอะ นี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีตอนนี้แล้ว เป็นกำลังใจให้โลกใบนี้และผู้ป่วยทุกคนเลย
เอาล่ะ มาพูดถึงเรื่องของเราดีกว่า ย้อนความเดิม คลาสล่าสุดในวิชาแอปแจปลิง ทดลองเรียนออนไลน์ผ่าน Google Meet ครั้งแรก บอกเลยว่าตื่นเต้นมั่ก หวั่นใจว่าจะต้องเปิดกล้องเรียนกับอาจารย์ เพราะสภาพแย่มาก5555 แต่ก็ดีใจที่อาจารย์ยังเมตตาเพราะมันยังไม่ถึงขั้นนั้น มีหัวข้อน่าสนใจเรื่องที่อยากเล่าให้ทุกคนฟังมากเลย แต่เราคงต้องพักเรื่องเหล่านั้นเอาไว้ก่อน เพราะพระเอกของเราวันนี้คือ!!!
ทะด๊า G A P นั่นเองจ้า
ถ้าอธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย GAP ในที่นี้คือช่องว่างระหว่างภาษาของผู้เรียนกับคนที่เป็นเจ้าของภาษาจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมจะมีอยู่แล้ว เพราะเซนส์ในการใช้ภาษาของคนแต่ละชาติไม่เหมือนกัน ดังนั้นมันก็คงจะไม่แปลกถ้าเราประสบปัญหาการพูดออกไปอย่างที่ใจคิดไม่ได้ บ่อยครั้งสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับสิ่งที่เราสื่อสารได้มันไม่ได้ตรงกันเสียทีเดียว ศัพท์แสงที่ใช้อาจจะมีการคลาดเคลื่อน เพราะเรายังไม่สามารถย่นระยะของช่องว่างนี้ได้
ฉะนั้นวันนี้เราจึงขอใช้โอกาสเพื่อแบ่งปันเคล็ดลับในการลดช่องว่างเหล่านั้น เพื่อที่เราจะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม โดยการใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองล่ะ ใครก็ตามที่อ่านบล็อกนี้อยู่แล้วอยากพัฒนาสกิลญี่ปุ่นของตัวเองก็ลองได้นะ
ก่อนอื่นเลยคือเรามีการ์ตูนสี่ช่องแบบด้านล่าง ทุกคนเห็นภาพกันใช่มั้ยเอ่ย นั่นล่ะ พอเราอ่านเนื้อความคร่าวๆเสร็จ อยากให้ลองชาเล้นจ์ตัวเองด้วยการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง สบายๆเลยไม่ต้องกดดัน แล้วลองเทียบกับเรื่องเล่าเรื่องเดียวกันแต่เป็นสคริปของคนญี่ปุ่น ลองดูว่าเราใช้ภาษาใกล้เคียงกับเขามากแค่ไหน พอมีอะไรที่จะปรับได้หรือเปล่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด ถ้าไม่ตรงกันแล้วกรณีนั้นคนญี่ปุ่นใช้ยังไง
เซอร์ไพรส์จริงๆเลยจ่ะแม่
เอาล่ะ ทุกคนลองเขียนเวอร์ชั่นของตัวเองแล้วใช่มั้ย เราก็มีเวอร์ชั่นของเราเหมือนกัน
私はかっこいい彼氏ができた整形した女です。毎日彼と電話していて、いつも「おやすみ」って言ってくれました。私が今より幸せな時間なんてないんです。彼は優しいし、男らしいし、完璧な恋人です。しかし、昔の私がきれいじゃなくて、不器用でした。彼が本当のことを知ったら、別れるかどうかわかりません。ある日、家に来た彼がいつも隠した昔の写真のアルバムを見つけた。「本当にやばい」と思って、どうしても受け止められないですから。でも、彼の反応はとてもびっくりさせました。「そんなこと、気にしなくていいのに」って答えてきました。その時に、彼が頭からウイッグを取って、髪の毛がないんです。私が口から言葉ができません。
นี่คือสคริปของเราเวอร์ชั่นที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก และด้วยความไม่ได้เขียนอะไรยาวๆมานาน เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไวยากรณ์มันผิดอะไรตรงไหนมั้ย แต่ก็พยายามที่สุดแล้ว ทีนี้เราก็ค่อยมาดูกันทีละสเต็ปว่าเราเล่าเรื่องได้ดีแค่ไหน แตกต่างกับของที่คนญี่ปุ่นเขียนไว้ยังไงบ้าง โดยที่เราพอจะสรุปมาได้ก็ประมาณนี้ ขอเชิญทุกคนลงไปดูตารางที่เราแบ่งไว้ได้เลยจ้า
ギャップシート
|
(จริงๆแล้ว)อยากจะพูดว่า
|
สิ่งที่พูดออกไป
|
กรณีนั้นคนญี่ปุ่นใช้อย่างไร
|
|
หัวล้าน
|
髪の毛がない
|
カツラ
|
|
ดึงวิกผมออก
|
ウイッグを取る
|
髪の毛を取っちゃう
|
|
เรื่องใหญ่
แย่แน่ๆ
|
やばい
|
大ピンチ
|
認知比較:表現
|
จุดที่สังเกต
|
ตัวเรา
|
คนญี่ปุ่น
|
|
มีการใช้ オノマトペ
|
ไม่ได้ใช้เลย
|
ใช้แสดงสภาพหัวล้าน
เช่น つるつる、
ぴかぴか
|
|
มีการใช้คำช่วยเพื่อความต่อเนื่องของเรื่อง
|
มีใช้บ้าง เช่น
しかし
|
มีคำเชื่อมที่หลากหลายกว่า
เช่น
そこで、そしたら、だから
|
内容
|
จุดที่สังเกต
|
ตัวเรา
|
คนญี่ปุ่น
|
|
จุด climax ของเรื่อง
|
อธิบายค่อนข้างรวบรัด
|
มีเนื้อหาชวนติดตามมากกว่า
|
|
ตอนจบ
|
จบแบบทื่อๆ
ไม่ได้เสริมเรื่องราว
|
จบแบบขยายความให้เห็นภาพต่อไปได้
|
เมื่อเราระบุข้อแตกต่างของเราและเจ้าของภาษาได้พอสังเขปแล้ว ทีนี้ก็มาอยู่ในจุดที่เราต้องลองลงมือปรับเปลี่ยนให้เนื้อความและภาษาของเราดีขึ้นแล้วล่ะ หลังจากงมๆอยู่ซักพัก เราก็ได้เวอร์ชั่นใหม่มาตามนี้เล้ย
私はかっこいい彼氏ができた整形した女です。毎日彼と電話していて、いつも「おやすみ」って言ってくれました。私が今より幸せな時間なんてないんです。彼は優しいし、男らしいし、完璧な恋人です。しかし、昔の私がきれいじゃなくて、不器用でした。彼が本当のことを知ったら、別れるかどうかわかりません。ある日、家に来た彼がいつも隠した昔の写真のアルバムを見つけた。そしたら、私が「本当に大ピンチ」と思って、どうしても受け止められないですから。でも、彼の反応はとてもびっくりさせました。「そんなこと、気にしなくていいのに」って答えてきました。その時に、彼が頭から髪の毛を取っちゃって、カツラでした。ぴかぴかな頭を見ると、私が口から言葉ができません。
จะสังเกตได้ว่าภาษาที่เราใช้ปรับแต่งเนื้อความที่เราได้เขียนไปตอนแรกมีการใช้คำเชื่อมเพื่อทำให้ข้อความไหลลื่นขึ้น มีการเปลี่ยนศัพท์เพื่อให้เห็นภาพและดูเป็นธรรมชาติขึ้น (ในความรู้สึกของชั้นคนเดียวรึเปล่านะ55555) และแน่นอน เมื่อเราพอจะรู้ข้อแตกต่างแล้ว เราก็สามารถจะแก้ไขเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางภาษาญี่ปุ่นได้ ถ้ามีใครคนไหนลองทำ เราจะมีสคริปของคนญี่ปุ่นทิ้งไว้ให้ศึกษาเน้อ ตามไปตำกันด้านล่างได้เลยคับผม
あのさ、僕の知り合いの女の子で、明美ちゃんって子がいるんだけど。彼女、整形してすごい美人になったんだ よね。彼女整形してからというもの、すごくもてだして、ついに優しくて素敵な彼が出来たんだ。でも、ある日、彼 氏が家に来た時、昔の写真を見られちゃって整形したことがばれちゃったんだよね。で、彼女はきっと振られるだ ろうなと思ったわけ。でも、意外に彼氏のほうは平気でさ、「なんだ。そんなこと、気にしなくてもいいのに」と言 うわけ。「なんでだろう」と思ったら、その彼氏、おもむろに頭に手をやってさ、なんと、髪の毛をとっちゃったん だよ。つまり、彼氏、カツラだったっていうこと。どっちもどっちだよね。それで、それからどうなったと思う?実 はお互い、絶対に秘密を守るって約束して今でも仲良く付き合っているらしいよ。
เป็นยังไงบ้างทุกคน ดูจะลำบากนิดนึงเนอะสำหรับอะไรแบบนี้ เราเพิ่งเคยทำอะไรแบบนี้ครั้งแรกเลย ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากกับคนที่ตั้งใจที่จะขจัดข้อด้อยและพยายามเปลี่ยนมันให้เป็นจุดแข็งของตัวเอง เราเลยอยากจะสรุปสิ่งที่เราได้จากการฝึกทำสิ่งนี้เป็นข้อๆไว้เป็นที่ระลึกเล็กน้อย
1) อย่ามองข้ามจุดเล็กๆ - ทุกอย่างที่เราลงมือทำ อยากให้ตัวเองฝึกสังเกตให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แล้วในวันหนึ่งเราก็จะใช้งานมันได้คล่องอย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว
2) ยอมรับและเปิดกว้าง - เราว่าบางครั้งบางคนก็ยังถือทิฐิแหละว่า เฮ้ย เราเรียนภาษาญี่ปุ่นมานานพอสมควรเลยนะ เราเขียนแบบนี้ก็มีคนเข้าใจอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องปรับอะไรเลย นั่นเป็นความคิดที่ผิดมาก การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่แล้ว เพียงแค่เราเปิดใจแก้ไข เราก็จะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมแน่นอน
3) ฝึกและทำตาม - เราว่าการเรียนภาษามันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งนะ ถ้าเราไม่ขยันหมั่นเพียร คอยดูว่าเรายังขาดยังเกินอะไรตรงไหนมั้ย มันคงจะพัฒนาได้ยาก การฝึกและทำตามคือทางเลือกที่ดีมากๆในการไปถึงจุดหมายสำหรับผู้เรียน ถึงแม้มันจะลำบากหน่อย แต่คุ้มค่าเกินคาดเลยล่ะ
สำหรับวันนี้คงต้องลากันไปเท่านี้ก่อน
หวังว่าระยะ GAP ของทุกคนจะเขยิบเข้ามาใกล้กว่าเดิมนิดนึงแล้วนะ
ไว้เจอกันเอนทรีหน้าจ้า
เริ้บ xoxo


ชอบข้อคิดจากการฝึกในครั้งนี้สามข้อสุดท้ายค่ะ โดยเฉพาะตรงที่ "อย่ามองข้ามจุดเล็กๆ..." ใช่เลย จริงๆถ้ารู้วิธีการเปรียบเทียบแล้ว และมี resource ที่เหมาะสม (เช่น ของคนญี่ปุ่น) เราก็สามารถทำการ cognitive comparision และเรียนรู้ได้เอง (อาจารย์ก็อาจตกงานในอนาคต555)
ReplyDeleteเรามีปัญหาเรื่องการใช้オノマトペกับคำเชื่อมเหมือนกันค่ะ รู้สึกว่ายากมากเลย ต้องฝึกใช้บ่อยๆ (笑)
ReplyDeleteชอบข้อคิดมากเลยค่ะ โดยเฉพาะข้อสองยอมรับและเปิดกว้าง บางทีเราก็ไม่ได้ถือทิฐิว่าเรียนมานาน แต่บางครั้งมันก็เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว น่าสังเกตมากๆเลยค่ะ